โรโบเวลธ์ ผุดโปรเจกต์ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” ชวนคนไทยลงทุนผ่าน odini ช่วยส่งเด็กขาดโอกาสให้ได้เรียนหนังสือ

  นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด เผยว่า โปรเจกต์ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” เกิดขึ้นจากการเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยทั้งด้านการศึกษา ด้านรายได้ และด้านความมั่งคั่ง จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในตลาดทุน พบว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งในระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้มีเงินไม่พอใช้จ่าย ไม่มีเงินเหลือเก็บ ส่งผลให้ความมั่งคั่งไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุการทำงานที่เพิ่มขึ้น และเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเพียง 20,000 บาทต่อเดือนนั้น (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) มาจากการที่เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในช่วงมัธยม ดังนั้นโอกาสในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่การงานที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง มีเงินเก็บ ก็จะน้อยกว่าคนที่มีวุฒิการศึกษาดี ๆ ทั่วไป จากสถิติของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประเทศไทยมีนักเรียนยากจนและด้อยโอกาส ประมาณ 2 ล้านคน หรือ 30% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมดในประเทศไทย โปรเจกต์นี้จึงเกิดขึ้น เพื่อหวังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นเหตุ ส่งเสริมทั้งด้านการศึกษาและความมั่งคั่งไปพร้อมกัน โดยตั้งใจสร้างให้ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” เป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องของโรโบเวลธ์ทุกปี ซึ่งในระยะแรกจะใช้ odini เป็นช่องทางหลักในการทำโปรเจกต์ เนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานครอบคลุมทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้อย่างทั่วถึง นายชลเดช เผยต่อว่า […]

 

นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด เผยว่า โปรเจกต์ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” เกิดขึ้นจากการเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยทั้งด้านการศึกษา ด้านรายได้ และด้านความมั่งคั่ง จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในตลาดทุน พบว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งในระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้มีเงินไม่พอใช้จ่าย ไม่มีเงินเหลือเก็บ ส่งผลให้ความมั่งคั่งไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุการทำงานที่เพิ่มขึ้น และเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนเพียง 20,000 บาทต่อเดือนนั้น (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) มาจากการที่เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในช่วงมัธยม ดังนั้นโอกาสในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่การงานที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง มีเงินเก็บ ก็จะน้อยกว่าคนที่มีวุฒิการศึกษาดี ๆ ทั่วไป จากสถิติของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประเทศไทยมีนักเรียนยากจนและด้อยโอกาส ประมาณ 2 ล้านคน หรือ 30% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมดในประเทศไทย

โปรเจกต์นี้จึงเกิดขึ้น เพื่อหวังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นเหตุ ส่งเสริมทั้งด้านการศึกษาและความมั่งคั่งไปพร้อมกัน โดยตั้งใจสร้างให้ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” เป็นโปรเจกต์ต่อเนื่องของโรโบเวลธ์ทุกปี ซึ่งในระยะแรกจะใช้ odini เป็นช่องทางหลักในการทำโปรเจกต์ เนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานครอบคลุมทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้อย่างทั่วถึง

นายชลเดช เผยต่อว่า “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” จะถูกแบ่งเป็น 2 เฟสด้วยกัน เฟสแรกเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เม.ย. 2564 โดย odini จะมอบทุนการศึกษาผ่านมูลนิธิยุวพัฒน์จำนวน 0.20% ของยอดเงินที่ทุกคนลงทุนผ่าน odini (คำนวณจากเงินลงทุนสุทธิของหน่วยลงทุนที่ได้รับการจัดสรร) และเงินส่วนนี้ไม่ได้หักจากเงินของผู้ลงทุน แต่ odini จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสมทบเงินตามสัดส่วนดังกล่าว จากนั้น มูลนิธิยุวพัฒน์จะนำเงินไปจัดสรรและมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กขาดโอกาส ระดับชั้นมัธยมศึกษาคนละ 7,000 บาทต่อปี และระดับชั้น ปวช. คนละ 14,000 บาทต่อปี  โดยการคัดเลือกนักเรียนทุนจะคัดจากฐานะของครอบครัวที่มีความยากจนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนต่อจนจบชั้น ม.6 หรือ ปวช.3

ส่วนเฟสที่สองนั้น odini จะ Top Up เงิน 0.20% ให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกมูลนิธิหรือโรงเรียนที่ต้องการมอบเงินจำนวนนี้ได้เอง โดยสามารถทำรายการดังกล่าวได้บน odini applicationนอกจากนี้ ระบบจะมีการแสดงหน้าจดหมายขอบคุณจากน้อง ๆ  ที่ได้รับทุนการศึกษาผ่านโปรเจกต์ “พี่ได้ออม น้องได้เรียน” และลูกค้าจะได้รับใบเสร็จที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนั้น สำหรับทุกคนที่ลงทุนกับ odini แล้ว ผลตอบแทนจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องของเงิน หรืออนาคตของตัวเราเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ร่วมกันเปิด “ประตูโอกาส” ให้กับอนาคตของเด็กขาดโอกาสไปพร้อม ๆ กัน

นายชลเดช ปิดท้ายว่า ปี 64 ได้ตั้งเป้ามอบเงินทุนการศึกษารวม 3,000,000 บาท เพื่อสร้างโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในประเทศไทย ให้เด็กเหล่านี้ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เติบโตมามีหน้าที่การงานและมีรายได้ที่ดี จนสามารถออมเงินและเข้าถึงการลงทุนได้ ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ จนท้ายที่สุดปัญหาที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งจะถูกแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

Source: มิติหุ้น