
Tesla แดนมังกร
Prepared by Winthemoney · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.
This content was published on 2021. Its views and figures may no longer be current. See the latest views at Insights
ในชั่วโมงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นยุคทองของรถไฟฟ้า (EV) อย่าง Tesla แต่เชื่อว่านักลงทุนหลายๆ ท่านก็คงมีความเห็นที่ต่างและเชื่อว่ามูลค่าของ Tesla นั้นอาจอยู่สูงเกินความเป็นจริง แต่จะดีกว่าไหมหากคุณสามารถเข้าซื้อบริษัท EV ที่มีศักยภาพเทียบเคียงกับ Tesla ในระดับ Valuation ที่ยังไม่สูงจนเกินไป
ทำไมต้องรถไฟฟ้า?
เมื่อทั่วโลกต่างรณรงค์ส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาโลกร้อนก่อนสายเกินแก้ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันสู่การใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และทำให้หลากหลายธุรกิจต้องทำการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นก็คงไม่ใช่ใครหากไม่ใช่ Tesla แต่รู้หรือไม่ว่าการที่ Tesla เข้ามาตั้งฐานการผลิตในจีนนั้นก่อให้เกิดการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ซึ่งจะนำไปสู่การลอกเลียนแบบและพัฒนาที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน
ผู้บุกเบิกอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป
ในโลกแห่งธุรกิจนั้นเจ้าแรกอาจไม่สำคัญเท่ากับการเป็นเจ้าที่ทำได้ดีที่สุด โดยมีบริษัท EV สัญชาติจีนนามว่า Xpeng ได้ทำการจ้างอดีตวิศวกรของ Tesla รวมถึงอดีตพนักงานของ Apple ซึ่งมีคดีขโมยข้อมูลจากบริษัทมาเข้าร่วมทีม พร้อมทุ่มงบกับ R&D อย่างมากด้วยจำนวนกว่า 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2020 โดยมีนายทุนรายใหญ่อย่าง Alibaba เข้ามาหนุนหลัง บ่งชี้ว่าบริษัทได้ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาด EV อย่างแท้จริง
หรือ Xpeng จะกลายเป็นผู้ฆ่า Tesla?
ปัจจุบัน Xpeng ได้วางขาย EV ทั้งสิ้น 2 รุ่น คือ G3 ซึ่งเป็น Smart SUV และ P7 ซึ่งเป็น Smart Sedan ซึ่งหากเปรียบเทียบรุ่น P7 กับรุ่น Model 3 ของ Tesla นั้นจะพบว่า P7 สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลา 4.5 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารุ่น Model 3 ของ Tesla ซึ่งทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 5.1 วินาที แต่ P7 มีราคาเริ่มต้นราว 36,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถูกกว่า Model 3 ที่เริ่มต้นด้วยราคาราว 48,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือพูดง่ายๆ คือเร็วกว่าและถูกกว่า
ไม่จบแค่ EV แต่เป็นยานยนต์ไร้คนขับ
ปัจจุบัน Xpeng กำลังพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่มีชื่อว่า XPILOT 3.0 ซึ่งจัดอยู่ใน Level 3 Self-driving Car ซึ่งรถยนต์สามารถขับเคลื่อนเองได้ แต่ยังต้องมีผู้ขับขี่คอยเฝ้าระวังในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนำชิปสุดชาญฉลาดจาก NVIDIA มาใช้ร่วมกับการติดกล้องรอบคัน 14 จุด ติดตั้ง Ultrasonic Sensor 12 จุด และติดตั้ง Millimeter-wave Radar อีก 5 จุด โดยคาดว่าจะเริ่มใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในไตรมาสที่ 1/64 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไร้คนขับแบบสมบูรณ์ หรือ Level 5 Self-Driving Car ในปี 2025
Xpeng ให้ความสำคัญกับทั้งภายนอกและภายใน
บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการออกแบบ โดยจ้าง Designer มาจากทั่วโลกหวังออกแบบรถให้ดูสปอร์ต และติดประตูปีกนกให้คล้ายคลึงกับ Supercar พร้อมกับพัฒนา OS ที่ชาญฉลาด โดยผู้ขับสามารถตั้งค่าให้ระบบบันทึกความชื่นชอบส่วนตัว เช่น แนวเพลงที่ชอบฟัง ระดับความเย็นของแอร์ รวมถึงระดับความสูงของเบาะที่นั่ง เพื่อปรับโหมดที่เหมาะสมเมื่อคนนั้นๆ ทำการขับรถ
โดยมูลค่ากิจการของ Xpeng ปัจจุบันอยู่ที่ราว 3.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เล็กกว่า Tesla ซึ่งมีมูลค่ากิจการอยู่ที่ราว 8.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 20 เท่า อีกทั้งสมาคมวิศวกรยานยนต์แห่งประเทศจีนกล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการส่งมอบรถยนต์ EV ในจีนนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5% ของตลาดยานยนต์ทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2035 จึงถือว่าช่องว่างการเติบโตของ EV ในจีนยังเปิดกว้างค่อนข้างมาก และเป็นโอกาสทองในการเข้าลงทุน
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของบริษัท Xpeng นั้นก็สามารถลงทุนทางอ้อมได้ผ่านกองทุน K-CHINA, TCHCON และอีกมากมาย นอกจากนี้เราเชื่อว่ายังมีหุ้นจีนที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงคล้ายคลึงกับ Xpeng อีกจำนวนมาก โดยผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนหุ้นจีนยุคใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสามารถเข้ารับการปรึกษาจากเราได้ในทุกช่องทาง
Written by Winthemoney
Sources: Xiaopeng, Dapplife, Engadget, Insideevs, Pingwest, Cntechpost, Futurecar