INDEGO Monthly Outlookพ.ค. 2568
Buy in May and Stay Invested
จัดทำโดย ทีม INDEGO · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.
เนื้อหานี้เผยแพร่เมื่อ พ.ค. 2568 มุมมองและตัวเลขอาจไม่เป็นปัจจุบัน ดูฉบับล่าสุดได้ที่ INDEGO Monthly Outlook
- เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวในแดนผสมผสาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นนำตลาด โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อของต่างชาติ ท่ามกลางความหวังในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ราคาตราสารหนี้โลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ตาม Bond Yield ที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ขณะที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนำตลาด จากแรงซื้อของนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
- ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมาตรการหลักที่ทรัมป์เลือกใช้คือการขึ้นภาษีการค้าที่สุดโต่ง ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความผันผวน เม็ดเงินส่วนใหญ่จึงไหลจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ พร้อมความคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
- รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (The World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือน เม.ย. ปี 2025 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกลงทั้งในปี 2025 และ 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับนานาประเทศ ทั้งนี้อัตราการปรับลดของแต่ละประเทศจะต่างกันไปตามผลกระทบเชิงลบที่มีแนวโน้มที่จะได้รับจากสงครามการค้า
- ธนาคารกลางทั่วโลกส่วนใหญ่ดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย โดยในเดือน เม.ย. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% นับเป็นการปรับลดที่ต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ย
- อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% ในปัจจุบัน ทำให้การลงทุนตราสารหนี้มีความน่าสนใจ ทั้งนี้ Credit Spread ในปัจจุบัน ที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและช่วงวิกฤตการเงินในอดีตอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่มากขึ้น
- GDP สหรัฐฯ ในไตรมาส 1 ปี 2025 หดตัว 0.3% (QoQ) ซึ่งถูกกดดันมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าของหลายภาคธุรกิจก่อนที่นโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ต่อนานาประเทศจะมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ เป็นบริษัทชั้นนำและอยู่ในอุตสาหกรรมที่ High Value Added ทำให้มีอำนาจในการต่อรองสูงและสามารถที่จะส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของกำไรมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวแบบจำกัดท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- จีนมีการเติบโตของตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 ปี 2025 สูงถึง 5.4% (YoY) สอดคล้องกับเป้าหมายของปี 2025 ที่ 5% โดยการเติบโตดังกล่าวนั้นมีผลมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 ส่งผลให้ยอดค้าปลีก ยอดการผลิตด้านอุตสาหกรรม และยอดการลงทุนใน Fixed Asset เติบโต รวมถึงเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ นอกจากนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรม AI จะเป็นปัจจัยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในอนาคต ขณะที่มีปัจจัยกดดันจากเรื่องมาตรการภาษีนำเข้าจากฝั่งสหรัฐฯ
- เศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศหลัก โดยได้แรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงภาคการผลิตและการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียยังเป็นไปในทิศทางเชิงบวก ซึ่งจะยิ่งเป็นผลดีมากขึ้นหากบริษัทต่างๆ ทั่วโลกต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง อินเดียจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
- ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี โดยได้รับแรงกดดันจากทั้งภายในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว ปัญหาธรรมาภิบาลของบางบริษัท รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยที่ลดลงและการประกาศขึ้นภาษีการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Valuation ของตลาดอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย P/E อยู่ที่ 15.26 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -2 S.D. ด้าน P/BV อยู่ในระดับ 1.1 เท่า ใกล้เคียงกับระดับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 และต่ำสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ SET ยังมีคาดการณ์ Dividend Yield ที่สูงที่ 4.2% มากกว่าค่าเฉลี่ย +1 S.D.
- ตลาดหุ้นเวียดนามซื้อขายอยู่ที่ระดับ Forward P/E ระดับที่ 9.43 เท่า สะท้อนถึงระดับราคาที่ค่อนข้างต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณ -1.75 S.D. เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2024 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การปรับตัวที่รวดเร็วต่อปัจจัยภายนอก และความสามารถในการควบคุมต้นทุน รวมถึงการใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ All Time High อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยมีแรงเข้าซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เริ่มประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าและมาตรการภาษีตอบโต้กับหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน เม.ย. เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาด้านภาษีการค้าระหว่างกับสหรัฐฯ กับบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก อย่างประเทศจีน ส่งผลให้ราคาทองคำเริ่มมีการปรับฐานย่อตัวลงมา
- สำหรับมุมมองของเราในเดือนนี้ เราแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรระยะสั้นชั่วคราวเพื่อรอความคืบหน้าของมาตรการทางภาษีการค้าของสหรัฐฯ และเน้นทยอยสะสมอย่างระมัดระวังในการลงทุนระยะยาว โดยแนะนำสะสมหุ้นอินเดียและเวียดนาม ตราสารหนี้โลกและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง Defensive Asset เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี อยู่เหนือระดับ 4% และอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจในรอบทศวรรษ นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำกำไรหากเศรษฐกิจชะลอตัว และยังได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอจากดอกเบี้ย