Inevitable Cycles
Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.
This content was published on Jul 2022. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook
เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหลังจากมีการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มคลี่คลายลงในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนที่ครอบคลุมเกินกว่า 70% แล้ว และหลายประเทศเริ่มเปิดเมือง รวมถึงกลับมาใช้ชีวิตประจำวันโดยอยู่ร่วมกับ COVID-19 ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ภาวะสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียเป็นปัจจัยที่เข้ามากระทบภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2022 โดยเฉพาะการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก เมื่อพิจารณาแนวโน้มในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยจากภาวะขาดแคลนอุปทานและประเด็นสงครามที่ยังยืดเยื้อ เราจึงมองว่าวัฏจักรของเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากเกิดวิกฤต COVID-19 โดยในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วง “Mid-to-Late Cycle” (กลาง-ปลายวัฏจักร)
ด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ธนาคารกลางหลักของโลก นำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ส่งสัญญาณที่จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในช่วงเดือน ก.ค. ส่วนในฝั่งของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) มีแนวโน้มที่จะปรับนโยบายเป็นเชิงตึงตัวได้ช้ากว่าธนาคารกลางหลักอื่นเนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้า ในทางกลับกันธนาคารกลางจีน (PBoC) เริ่มดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนให้กลับมาฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้จากสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่ดีขึ้นทั่วโลก ทำให้แนวโน้มการใช้นโยบายการคลังของแต่ละประเทศมีแนวโน้มลดลง แต่การสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดยังเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาล ทั่วโลกใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
จากภาวะเงินเฟ้อที่สูงและการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังที่เข้มงวดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเติบโตในประเทศกลุ่มประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐฯ ที่ตัวเลข GDP หดตัวเทียบกับไตรมาสก่อน หรือกลุ่มยูโรโซนที่ GDP เริ่มขยายตัวน้อยลง เป็นต้น อย่างไรก็ตามมีบางประเทศที่ยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากการระบาดทำให้ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวน้อยกว่า เช่น ญี่ปุ่นและไทยที่ยังมีแนวโน้มในการฟื้นตัวตามการเปิดประเทศในครึ่งปีหลัง หรือ ฝั่งเศรษฐกิจจีนที่ยังอยู่ในช่วงหดตัวลงจากนโยบาย Zero-COVID และการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในเมืองสำคัญ แต่มีความหวังในการ ฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกลับมาเปิดเมือง นอกจากนี้กลุ่มประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นก็ยังฟื้นตัวได้ในระดับสูงแต่ชะลอตัวลงมาเล็กน้อย เป็นต้น ด้วยวัฏจักรเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนี้ ส่งผลให้เกิดโอกาสการลงทุนที่แตกต่างกันด้วย
สำหรับโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับครึ่งปีหลังของปี 2022 นี้ เรามองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มสูงที่ยังอยู่ในสภาพตลาดขาลง ถึงแม้จะมีโอกาสสูงที่จะมีการฟื้นตัวในช่วงสั้นเป็น Bear Market Rally ด้านตลาดหุ้นยุโรปมีระดับ valuation ที่ไม่ได้แพง แต่มีความเสี่ยงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่หุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มสดใสมากขึ้นตามการเปิดประเทศ และหุ้นยังมี valuation ที่ค่อนข้างถูก ด้านหุ้นไทยยังมีแรงส่งจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว นอกจากนั้นหุ้นจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกลับมาเปิดเมือง หลังจากราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปมากจนอยู่ในระดับที่ valuation ไม่แพง ส่วนตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังมีปัจจัยลบกดดัน แม้ว่า Downside จะเริ่มจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้หุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจจากการเติบโตในระดับสูง และ valuation ที่ถูก ทั้งนี้กลุ่มหุ้นหรือธีมการลงทุนที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่ม Value, Cyclical และ Defensive รวมถึงกลุ่ม Re-opening สำหรับตราสารหนี้เริ่มมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีการปรับตัวขึ้นไปแตะระดับใกล้เคียง 3% แล้วทำให้เริ่มมีผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมากขึ้น ด้านสินทรัพย์ทางเลือกยังเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี จากกลุ่ม REITs โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียที่ยังโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ตามธีมการเปิดประเทศ ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังสามารถใช้เป็นตัวกระจายความเสี่ยงในภาวะเงินเฟ้อได้
เราแนะนำจัดพอร์ตการลงทุนแบบเชิงรับ (Defensive) มากขึ้นตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ผสมกับการเก็งกำไรเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น โดยวางกรอบที่เน้นกลุ่มตราสารทุนที่ระดับประมาณ 45% ของพอร์ต และสร้างสมดุลด้วยกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกประมาณ 20% ของพอร์ต ประกอบกับกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอีกประมาณ 35% ของพอร์ต ทั้งนี้กรอบการลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงและยืดหยุ่นตามสถานการณ์และลักษณะระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน