Running Hot
Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.
This content was published on Jun 2021. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook
เวลาผ่านมาเกือบครึ่งทางของปีนี้กันแล้ว นับตั้งแต่ต้นปีหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์โดยภาพรวมยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยในเดือนที่ผ่านมาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นจากความคาดหวังเงินเฟ้อ ด้านตลาดหุ้นโดยภาพรวมยังเคลื่อนไหวในกรอบ โดยตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างโดดเด่นหลังตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ REITs ไทยและสิงคโปร์ยังถูกกดดันจากความกังวลของการระบาด COVID-19 ระลอกใหม่
สำหรับประเด็นด้านนโยบายการเงินโลกพบว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีการใช้เครื่องมือ Reverse Repo ในการดูดซับสภาพคล่องทางอ้อมสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะระดับกว่า 4.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เริ่มล้นในตลาด ขณะที่รายงานผลการประชุม Fed ในเดือน เม.ย. ระบุว่าคณะกรรมการโดยส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป แต่เริ่มมีคณะกรรมการบางท่านที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเริ่มเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาถึงการลดการอัดฉีดสภาพคล่องลงหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ถึงเป้าหมายไวกว่าคาด โดยเรามองว่า Fed มีแนวโน้มที่จะยอมปล่อยให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เต็มที่ ถึงระดับหนึ่งก่อนที่จะมีการหารือถึงเรื่องการลดการอัดฉีดสภาพคล่องลง สะท้อนผ่านมุมมองของประธานเฟดสาขาย่อยหลายท่าน ที่ระยะหลังออกมาให้มุมมองในการสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปถึงแม้จะเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ ขณะที่ผลสำรวจจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์โดย Reuters สะท้อนว่าตลาดมีมุมมองว่า Fed มีโอกาสในการลดการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในช่วง ครึ่งปีแรกของ 2022 มากกว่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2021 นี้ โดยน่าจะเริ่มมีการส่งสัญญาณในช่วงเดือน มิ.ย. หรือเดือน ส.ค. นี้
ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันในประเทศที่มีจำนวนผู้ติด เชื้อสะสมสูงที่สุดในโลก 2 ประเทศแรกอย่าง สหรัฐฯ และอินเดีย ชะลอตัวลง เช่นเดียวกับทางฝั่งยุโรปที่เริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น สะท้อนว่าการใช้มาตรการล็อกดาวน์และการเร่งฉีดวัคซีนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และไทย ยังคงน่ากังวลจากการเร่งตัวขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ จนต้องใช้มาตรการคุมเข้มหรือล็อกดาวน์อีกครั้ง
สำหรับประเด็นสำคัญที่ตลาดให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้คือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ (CPI) ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 4.2% (YoY) โดยเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์นำโดยราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น แรงเทียบจากปีก่อนที่มีตัวเลขฐานต่ำ เช่นเดียวกับราคาวัสดุก่อนสร้างและราคาบ้านที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในสหรัฐฯ โดยสินค้าหลายอย่างมีความต้องการเพิ่มขึ้นจาก Pent-Up Demand ในขณะที่ฝั่งอุปทานมีการสต๊อกสินค้าไว้น้อยจากปีก่อน และยังมีปัญหาในการกลับมาผลิตได้ไม่เต็มที่ รวมถึงมีภาวะขาดแคลนแรงงานในช่วงที่รัฐยังสนับสนุนสวัสดิการการว่างงาน
ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคพื้นฐาน (Core PCE) ที่ Fed ใช้พิจารณาในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินพบว่า ยังมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นต่อไปแล้วทำจุดสูงสุดในช่วงประมาณเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. ซึ่งในช่วงนี้หาก Fed ยังเปิดโอกาสให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นไปโดยยังไม่รีบควบคุมก็น่าจะยังเอื้อประโยชน์ต่อสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวตามภาวะเงินเฟ้อ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นตลาดเกิดใหม่ หุ้นกลุ่ม วัฏจักร และกลุ่มอสังหาฯ หรือ REITs ต่อไปได้อีกสักระยะก่อนที่เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอความร้อนแรงลงเมื่อเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ในภาวะปกติมากขึ้น
ในส่วนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่ 1 โดยภาพรวมกลับมาเติบโตได้ดีนำโดย ไต้หวัน จีน และสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะยังทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีความน่าสนใจในการลงทุนในช่วงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดย สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีผลประกอบการที่ดีกว่าคาดมากที่สุดตามลำดับ ขณะที่อินเดียผลประกอบการหดตัวจากการระบาดหนักของ COVID-19
สำหรับในเดือนนี้เราแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่อาจได้รับความผันผวนจากประเด็นด้านเงินเฟ้อลงในระยะสั้น เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และหุ้นเติบโตสูงในตลาดเกิดใหม่ และรอสะสมการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มธีม Reopening เช่น REITs เพิ่มเติมตามแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยมุมมองระยะยาวเรายังคงชอบหุ้นโลกขนาดกลางและขนาดเล็ก หุ้นจีน หุ้นอินเดีย หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นพลังงานสะอาดที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ รวมถึง REITs ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ