Robowealth home
INDEGO Monthly OutlookNov 2022

The Extreme of the Century

Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.

This content was published on Nov 2022. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook

เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัว นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการ ไตรมาสที่ 3 และตลาดสะท้อนความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยไปค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับร่วงลงจากความกังวลด้านนโยบายที่อาจเข้มงวดมากขึ้นหลังทราบผลการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหุ้นเวียดนามปรับตัวร่วงลงจากความกังวลด้านมาตรการควบคุมภาคอสังหาฯ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% สู่ระดับ 3.75-4.00% และส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปเพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย 2% แต่มีโอกาสลดความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนี้ ขณะที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal rate) มีโอกาสสูงกว่า Dot Plot ในช่วงเดือน ก.ย. โดย Fed ยังมองว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% สู่ระดับ 2.00% ในเดือน ต.ค. และ 3.00% ในเดือน พ.ย. ตามลำดับ โดย BoE ได้เข้าซื้อพันธบัตรชั่วคราวเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการเงิน ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังคงนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป

ในปี 2022 นี้เป็นปีที่ผลตอบแทนของการลงทุนในหลายสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนติดลบกันถ้วนหน้า โดยหากพิจารณาพอร์ตการลงทุนแบบ Asset Allocation หุ้น 60% (S&P500) และตราสารหนี้ 40% (พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี) จะพบว่าติดลบในระดับ เกินกว่า 20% และเป็นผลมาจากการติดลบทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งในรอบ 95 ปี จะมีปีที่ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนที่ติดลบมาจากทั้ง 2 สินทรัพย์พร้อมกันน้อยมาก โดยเกิดขึ้นเพียงแค่ 4 ครั้งรวมปีนี้ และตามสถิติใน 3 ครั้งที่ผ่านมาหลังจากพอร์ตติดลบทั้ง 2 สินทรัพย์ ในปีถัดมาตราสารหนี้มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกครั้ง นอกจากนั้น สถิติที่น่าสนใจก็คือปีนี้เป็นปีที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 234 ปี จากการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้เรามองว่าด้วยความเลวร้ายดังกล่าวของตลาดในรอบกว่าศตวรรษจะเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนในรอบใหญ่ของหลายสินทรัพย์การลงทุนในปีหน้า โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว

ด้านผลการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อเป็นสมัยที่ 3 พร้อมทั้งมีการเลือกทีมผู้นำคณะกรรมการถาวรประจำ Politburo ชุดใหม่ 6 ท่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่สนิทกับสีจิ้นผิง ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่าการบริหารประเทศหลังจากนี้จะมีทิศทางของนโยบายที่รวมศูนย์อำนาจมากขึ้น โดยมีการกล่าวถึงนโยบายในการสร้างประเทศแบบสังคมนิยมยุคสมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ส่งเสริมความมั่นคงและแนวทางการฟื้นฟูชาติ ประกอบกับนโยบายการต่างประเทศที่ยังแข็งกร้าวกับสหรัฐฯ และไต้หวัน ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เรามองว่าต้องระมัดระวังในการลงทุนหุ้นจีนมากยิ่งขึ้น และติดตามนโยบายการบริหารประเทศหลังจากนี้ภายใต้คณะผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดใหม่

ด้านตลาดหุ้นเวียดนามมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จากหลายปัจจัยที่กดดัน ทั้งจากการจัดระเบียบการออกหุ้นกู้เพื่อควบคุมฟองสบู่ภาคอสังหาฯ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และบรรยากาศตื่นตระหนกของนักลงทุน โดยปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามมีระดับ Valuation ที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตฟองสบู่อสังหาฯ แตกในช่วงปี 2011 แล้ว ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาว ขณะที่ภาพระยะสั้นตลาดยังมีแนวโน้มผันผวนตามตลาดโลกและอารมณ์ของนักลงทุนรายย่อย

ในฝั่งของผลประกอบการตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทใน S&P500 ประกาศผลประกอบการออกมากว่า 66% มีรายได้และกำไรเติบโตประมาณ 11.3% (YoY) และ 3.87% (YoY) นำโดยกลุ่มพลังงาน ขณะที่หุ้นจีนในดัชนี CSI300 ยังมีรายได้เติบโตราว 8.65% (YoY) และมีกำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย 0.80% (YoY) โดยกลุ่มพลังงานและสินค้าจำเป็นเป็นกลุ่มที่ผลประกอบการโดดเด่น ขณะที่หุ้นไทยเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการกลุ่มธนาคารที่ออกมาดีกว่าคาดจากสินเชื่อที่เติบโตและการตั้งสำรองที่ลดลง

สำหรับมุมมองของเราในเดือนนี้ เรายังแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นโลก ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาลงจากความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายการเงินที่เข้มงวด และแนะนำทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้โลกหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ โดยเรายังมองว่าการกระจายน้ำหนักการลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตมากขึ้นในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวน