Robowealth home
INDEGO Monthly OutlookOct 2022

The Only One Target

Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.

This content was published on Oct 2022. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook

เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% สู่ระดับ 3-3.25% และส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปและยาวนานขึ้นเพื่อคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย 2% โดย Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.25-4.5% ในปีนี้และ 4.50-4.75% ในปีหน้า ทั้งยังส่งสัญญาณถึงแนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มากขึ้น ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และ ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% 0.50% และ 0.25% ตามลำดับในเดือน ก.ย. เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและผลกระทบของค่าเงินอ่อนค่า ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังคงนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป และเริ่มมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน หลังค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 24 ปี ด้านธนาคารกลางจีน (PBoC) ยังคงอัตราดอกเบี้ย LPR 1 ปีที่ 3.65% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดก็คือ ตัวเลขดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคพื้นฐาน (Core PCE) ที่สะท้อนตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานในฝั่งผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 4.6% (YoY) โดยยังคงปรับตัวขึ้นจากปัจจัยด้านค่าเช่าที่ปรับตัวขึ้นกว่า 7% (YoY) ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลยังปรับตัวขึ้นเพียง 2.4% (YoY) โดยเรามองว่า Core PCE สหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้าสู่ระดับราว 3% จากอัตราการเติบโตของค่าเช่าที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ค่าบริการด้านการเงินที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามภาวะตลาดหุ้น ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลที่มีสัดส่วนมากเป็นอันดับสองรองจากค่าเช่ายังมีแนวโน้มเร่งตัวเพิ่มขึ้น โดยเราคาดว่า Fed Fund Rate มีแนวโน้มอยู่ที่ระดับราว 4.5% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี อยู่ในกรอบ 4.06-4.65% อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์เงินเฟ้อเข้ากรณีเลวร้าย ตัวเลข Core PCE และ Fed Fund Rate มีโอกาสที่จะอยู่ที่ระดับ 4.1% และ 6% ตามลำดับ โดยเรามองว่าผลของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและมาตรการ QT จะเริ่มกดดันตราสารหนี้ลดลงหลังจากนี้ แต่จะยังกดดันตลาดหุ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเราประเมินความเสี่ยงขาลงของดัชนี S&P500 ที่ระดับกรอบ 2,700-3,200 จุด ด้วยวิธี Earning Yield Gap

ด้านปัจจัยการเมืองภายในประเทศของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเนื่องจากในช่วงวันที่ 8 พ.ย. นี้จะมีการเลือกตั้งกลางสมัย (Mid-term Election) โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ในทุกเขตการเลือกตั้ง และจะมีการเลือกตั้ง ส.ว. ใหม่ประมาณ 1 ใน 3 หรือจำนวน 35 ที่นั่ง เป็นการเลือกตั้งในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน พรรคเดโมแครต และ Swing States จำนวน 15 9 และ 11 ที่นั่ง ตามลำดับ โดยพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มสูงที่จะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งสะท้อนผ่านคะแนนความนิยมของโจ ไบเดนที่อยู่ในระดับต่ำหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งการสูญเสียเสียงข้างมากในสภาของเดโมแครตอาจส่งผลต่อการออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ ได้ยากมากขึ้น แต่ผลกระทบดังกล่าวน่าจะอยู่ในระดับที่จำกัดเนื่องจากรัฐบาลเดโมแครตได้มีการออกมาตรการสำคัญต่างๆ ไปมากพอสมควรแล้ว

ด้านประเด็นสำคัญในจีนที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้าก็คือการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ในช่วงวันที่ 16-23 ต.ค. นี้ซึ่งจะเป็นการประชุมใหญ่ที่จะจัดขึ้นทุก 5 ปี และจะเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ คณะกรรมการผู้บริหารและแนวทางนโยบายอีก 5 ปีข้างหน้า โดยประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาก็คือการคัดเลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคใหม่และคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการพิจารณาต่ออายุการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 ของ ปธน. สี จิ้นผิง การพิจารณานายกรัฐมนตรีคนใหม่ การพิจารณาการใช้มาตรการ Zero-COVID และแนวทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป สถานะความสัมพันธ์และแนวการฑูตระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับไต้หวันและฮ่องกง

อีกประเด็นที่ช่วงหลัง ตลาดจับตากันมากขึ้นคือการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ที่ยังกดดันให้สกุลเงินทั่วโลกอ่อนค่า โดยในส่วนของค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องหลังไทยยังมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่สูงมากขึ้นและยังเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยคาดว่าจะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงปีหน้าจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

สำหรับมุมมองของเราในเดือนนี้ เรายังแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาลงจากความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายการเงินที่เข้มงวด และแนะนำทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้โลกเพิ่มขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ โดยเรายังมองว่าการกระจายน้ำหนักการลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตมากขึ้นในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวน