Robowealth home
INDEGO Monthly OutlookSep 2022

Higher for Longer

Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.

This content was published on Sep 2022. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook

เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่กลับมาปรับตัวลดลงจากแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังดำเนินต่อไป หลังจาก ประธาน Fed ออกมายืนยันถึงความต้องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงตามเป้าหมายที่ระดับ 2% แม้ว่าจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ประกอบกับตลาดยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่บางตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงเดือนที่ผ่านมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกระแสการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติ เช่น เวียดนาม ไทย และอินเดีย โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดย Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% ในเดือน ก.ค. ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และ ธปท.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% และ 0.25% ตามลำดับในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBoC) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.05% มาที่ 3.65%

ตัวเลขเงินเฟ้อ (PCE) ในสหรัฐฯ ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ในเดือน ก.ค. ด้วยการลดลงของราคาสินค้าประเภทพลังงานเป็นหลัก แต่ราคาอาหารและเงินเฟ้อในภาคบริการต่างๆ ยังไม่ปรับตัวลง เช่น ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย การศึกษาและการดูแลสุขภาพที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่งผลให้ Core PCE มีการปรับตัวขึ้น 0.1% (MoM) โดยสะท้อนไปยังเงินเฟ้อระยะยาวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยที่ทำให้เรามองว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไป รวมถึงจะทำให้ Fed ยังใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวต่อไปยาวนานขึ้น

เศรษฐกิจโลกยังคงมีสัญญาณการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องสะท้อนผ่านตัวเลขยอดการส่งออกของเกาหลีใต้ ซึ่งอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2021 เช่นเดียวกับตัวเลข PMI ภาคการผลิตและบริการในหลายประเทศชั้นนำที่เติบโตแบบชะลอตัวลงพร้อมกัน แม้ภาคการบริการบางประเทศยังขยายตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยมีปัจจัยกดดันใหม่จากภาวะภัยแล้ง และค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศจากการขาดแคลนพลังงาน การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตลอดจนการส่งสัญญาณของทิศทางผลประกอบการโดยผู้บริหาร และการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นโลกให้มีความเสี่ยงทางด้านขาลงและยังผันผวนในระยะถัดไปอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการผ่านร่างกฎหมาย Inflation Reduction Act ด้วยงบประมาณ 4.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยบวกให้กับหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดในระยะยาว นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลา Affordable Care Act (ACA) อีก 3 ปีจนสิ้นสุดปี 2025 โดยเงินทุนหลักสำหรับงบประมาณนี้จะมาจากการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% จากบริษัทที่มีกำไรมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เงินทุนให้กับ Internal Revenue Service (IRS) และการเก็บภาษี 1% ของการซื้อหุ้นคืน ซึ่งมีผลกระทบต่อกำไรบริษัทใน S&P500 อยู่ในระดับที่จำกัด อีกทั้งยังอนุญาตให้รัฐบาลเจรจาเพื่อลดราคายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ (Prescription Drug) ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณในการซื้อยา โดยเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่มยาในช่วงสั้น นอกจากนี้ยังมีการผ่านร่างกฎหมาย CHIPS And Science Act เพื่อกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นการกีดกันด้านเทคโนโลยีกับจีน แต่เป็นปัจจัยบวกให้กับกลุ่มจำหน่ายเครื่องจักรสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์

ด้านแรงกดดันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีน-ไต้หวัน-สหรัฐฯ กลับมาตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจาก แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนไต้หวัน ซึ่งเรามองว่าเป็นความต้องการในการขัดขวางการขยายอิทธิพลและการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน รวมถึงเป็นการเรียกคะแนนเสียงก่อน Mid-term Election โดยเรามองว่าความตึงเครียดดังกล่าวมีแนวโน้มดำเนินต่อไปจนถึงปี 2024 ที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ของไต้หวันและสหรัฐฯ โดยเรามองว่ามีโอกาสการเกิดสงครามที่รุนแรงได้น้อยเนื่องจากทั้งจีนและไต้หวันน่าจะยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

สำหรับมุมมองของเราในเดือนนี้ เรายังแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาลงจากความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายการเงินที่เข้มงวด ขณะที่เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อตราสารหนี้โลกโดยเฉพาะกลุ่มพันธบัตร โดยแนะนำทยอยสะสมเพิ่มขึ้นหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ โดยเรายังมองว่าการกระจายน้ำหนักการลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตมากขึ้นในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวน