The Burning Ice
Prepared by the INDEGO team · Robowealth Investment Advisory Securities Co., Ltd.
This content was published on Apr 2021. Its views and figures may no longer be current. See the latest issue at INDEGO Monthly Outlook
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับไตรมาสแรกของปี 2021 นับว่าเป็นไตรมาสที่ตลาดกลับมามีความผันผวนที่รุนแรงมาก หลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นร้อนแรงตั้งแต่ช่วงต้นปี ก็ตามมาด้วยความกังวลของการกลับมาของอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นกดดันตราสารหนี้ และ หุ้นกลุ่ม Growth โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นจีนที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงจากความกังวลในความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นที่รัฐบาลจีนมีแผนจัดระเบียบบริษัทด้านเทคโนโลยีจีน ด้าน REITs ฟื้นตัวได้ดีจากการฉีดวัคซีนทั่วโลกที่มีความคืบหน้าต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณานโยบายการเงินโลกยังพบว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเช่นเดิม โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดการณ์เดิม และยังส่งสัญญาณว่าจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2023 ขณะที่ Dot Plot บ่งชี้ว่าเริ่มมีสัญญาณ Hawkish ขึ้นเล็กน้อยสำหรับมุมมองของเสียงโหวตของคณะกรรมการในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มความกังวลต่อประเด็นการถอนสภาพคล่องของ Fed มากขึ้นและกังวลถึงความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ Fed ประกาศไม่ต่ออายุโครงการช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดที่จะสิ้นสุดเดือนนี้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มสัดส่วนเงินทุนสำรองที่มีสภาพคล่องตามกฎเดิมก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเร่งซื้อพันธบัตรตามมาตรการ PEPP ในไตรมาสที่ 2/2021 เพิ่มขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยกเลิกคำมั่นสัญญาว่าจะซื้อ ETFs ที่วงเงิน 6 ล้านล้านเยนต่อปี เพื่อให้สามารถซื้อ ETFs ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมุ่งเป้าซื้อ ETFs จากดัชนี TOPIX แทนที่ Nikkei ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กในญี่ปุ่น ภาพรวมของนโยบายการเงินโลกจึงยังมีแนวโน้มที่สภาพคล่องจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกสักระยะ แต่ยังมีแนวโน้มที่จะยังมีความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น
ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มแย่ลงหลังจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่กลับมาเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง โดยอินเดียและประเทศในแถบยุโรปหลายแห่งเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ขึ้นอีกครั้งภายหลังเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จึงทำให้บางส่วนของประเทศเหล่านี้ต้องกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มอีกครั้งหรือขยายระยะเวลาล็อกดาวน์ออกไป อย่างไรก็ตามประเทศที่มีสัดส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนสูงเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษ ส่งผลให้นักลงทุนมีความคาดหวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังมีการปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เกิดภาวะ Sector Rotation จากหุ้นกลุ่ม Growth ไปยังกลุ่ม Value ในระยะสั้น ดังจะเห็นหุ้นในกลุ่มประเทศที่ฟื้นตัวช้า เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงไทยกลับมาปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา
ด้านผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ของหุ้นทั่วโลกพบว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ ผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ และอินเดีย ขณะที่หุ้นจีนในดัชนี MSCI China ยังประกาศผลประกอบการออกมาเพียง 23% แต่มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรที่แข็งแกร่งถึง 4% (YoY) และ 27% (YoY) ตามลำดับ
ส่วนประเด็นที่กดดันตลาดหุ้นจีนให้กลับมาปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็คือ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กลับมาร้อนแรงมากขึ้นหลังจากการพบปะกันของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศ ยังไม่สามารถเจรจาข้อตกลงทางการค้ากันได้ ประกอบกับทาง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้เริ่มใช้มาตรการตามกฎหมายใหม่ที่อาจถอดถอนหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ ออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ แล้ว รวมถึงการที่ทางการจีนได้ทำการออกกฎหมายและตรวจสอบบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อควบคุมอำนาจการผูกขาดและธุรกิจฟินเทค โดยเรามองว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามที่อาจกดดันหุ้นจีนได้ในระยะสั้น แต่ในภาพระยะยาวยังคงมองว่าหุ้นจีนมีความน่าสนใจจากการเติบโตที่โดดเด่นสะท้อนผ่านผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา และแนวโน้มคาดการณ์กำไรที่ยังเติบโตได้ดี รวมถึงแนวทางที่บริษัทจีนจะมีการจดทะเบียนแบบ Dual Listing มากยิ่งขึ้น
สำหรับในเดือนนี้เราแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยมองว่ายังมีโอกาสในการเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นยุโรป และเป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้นโลกเติบโตสูงที่ปรับฐานลงมาแรง และแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเวียดนามที่มีระดับ valuation ที่ยังน่าสนใจ ขณะที่ภาพระยะยาวเรายังคงชอบหุ้นโลกขนาดกลางและขนาดเล็ก หุ้นจีน หุ้นอินเดีย หุ้นตลาดเกิดใหม่ และหุ้นพลังงานสะอาดที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ รวมถึง REITs ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ